การสร้างทีม (Squad Building)

เพื่อที่เราจะสร้างทีมให้ประสบความสำเร็จในระยะยาวนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดที่ทีมของเราจะต้องมีคือ ความลึก (Squad Depth) ของทีมที่เพียงพอ คุณต้องทำให้แน่ใจว่าทีมของคุณมีนักเตะแต่ละตำแหน่งที่สามารถลงเล่นทดแทนกันได้เสมอ ซึ่งการที่เรามีนักเตะที่สามารถเล่นได้หลายตำแหน่ง (versatile players) นั้นก็จะช่วยในเรื่องนี้ได้เช่นกัน นักเตะที่เล่นได้หลายตำแหน่งนี้นอกจากจะสามารถทดแทนผู้เล่นในตำแหน่งอื่นๆ ได้แล้ว ยังจะช่วยให้เราปรับเปลี่ยนแผนการเล่นของทีมได้ยืดหยุ่นยิ่งขึ้น นอกจากนี้ การที่ทีมของคุณจะประสบความสำเร็จในระยะยาวคุณจะต้องเน้นหนักไปที่การพัฒนานักเตะเยาวชน (youth development) และต้องพยายามที่จะพัฒนาบุคลิกของนักเตะ (personality) ในทีมให้ดีขึ้นอยู่เสมอ

ความลึกของทีม (Squad Depth)

ทีมที่มีความลึกที่ดีนั้นจะต้องมีนักเตะที่สามารถเล่นทดแทนกันได้เมื่อนักเตะตัวหลักบาดเจ็บ (injuries) หรือติดโทษแบนอย่างพอเพียง และยังสามารถทำให้คุณหมุนเวียนการใช้นักเตะ (rotate your squad) ในทีมให้สมดุลได้ด้วย

ข้อดีของการหมุนเวียนนักเตะในทีมนี้จะมีการอธิบายในรายละเอียดในหัวข้อ การเตรียมพร้อมสำหรับการแข่งขัน (Preparing for the Match)

ความลึกของทีมนั้นสามารถดูได้ที่หน้าจอ Squad แล้วเลือกแท็บ Squad Depth ซึ่งมันจะแสดงออกมาในรูปแบบของดาวสีทอง (ability star rating) ในแต่ละตำแหน่งของแผนการเล่นที่เราใช้อยู่ ซึ่งการแสดงเป็นดาวนี้ก็จะสามารถทำให้เราประเมินความสามารถ (assess) ของนักเตะแต่ละตำแหน่งที่สามารถเล่นทดแทนกันได้ง่ายขึ้น การประเมินนักเตะแต่ละตำแหน่งในความลึกของทีมหรือ Squad Depth นี้ ความเห็นของโค้ช (coaches) แต่ละคนก็จะไม่เหมือนกัน ซึ่งสามารถเลือกดูได้จากเมนู Drop-Down ข้างๆ ข้อความ Squad Depth Opinion

จำนวนดาวที่บ่งบอกความสามารถของนักเตะนั้นจะมีอธิบายอย่างละเอียดในหัวข้อ ความสามารถของนักเตะ (Player Ability)

ในทีมของคุณคุณควรจะมีนักเตะอย่างน้อย 2 คน ที่เล่นในตำแหน่งเดียวกันและมีความสามารถใกล้เคียงกัน คนแรกควรจะมีค่าความสามารถประมาณ 3 ดาวขึ้นไปซึ่งจะเป็นตัวเลือกแรก (starting line-up) ในตำแหน่งนี้สำหรับแผนการเล่น (formation) ของทีมชุดใหญ่ของคุณ ส่วนอีกคนที่เป็นสำรองของตำแหน่งนี้ควรจะมีค่าความสามารถ น้อย 2 ดาวครึ่งขึ้นไป ในข้อนี้รวมกันจะได้นักเตะ 22 คน

นอกจากนักเตะแต่ละตำแหน่ง 2 คนด้านบนแล้ว คุณควรจะมีนักเตะสำรองสำหรับกรณีฉุกเฉินอีก ถ้าจะให้ดีควรเป็นนักเตะที่มีความสามารถที่จะเล่นได้หลายตำแหน่ง หรือเป็นนักเตะเยาวชนที่มีศักยภาพสูงในทีมที่อยู่ในช่วงพัฒนา (deveploping) ก็ได้ รวมๆ ในข้อนี้สัก 3 คน

ถ้าจัดทีมตามที่ผมเขียนด้านบนตอนนี้นักเตะในทีมคุณจะมี 25 คนแล้ว ซึ่งปกติจะเพียงพอสำหรับทั้งฤดูกาลถ้าไม่มีเหตุสุดวิสัย แต่ในทีมที่ใหญ่หน่อย ในแต่ละตำแหน่งก็จะมีนักเตะเยาวชนอย่างน้อย 2 คนสำรองที่จะเล่นตำแหน่งนั้นอยู่ โดยมีทั้งอยู่ในทีมชุดใหญ่ ทีม U23 และ U18 การที่มีนักเตะรอคอยที่จะเล่นแต่ละตำแหน่งหลายๆ คนนี้ จะทำให้ตำแหน่งนั้นค่อนข้างมั่นคงไม่ว่าจะมีการได้รับบาดเจ็บหรือถูกแบนก็จะมีนักเตะมาเล่นแทนได้เสมอ ถึงแม้นักเตะเยาวชนบางคนจะถูกยืมตัวออกไปเล่นให้กับทีมอื่นเพื่อเก็บประสบการณ์ (match experience) ก็ยังมีนักเตะทดแทนจากทีม U23 และทีม U18 มาเสมอ

สถานะของนักเตะในทีม (Squad Statuses)

นักเตะแต่ละคนในทีมคุณจะมีสถานะในทีม ซึ่งสถานะนี้จะบ่งบอกถึงความสำคัญของนักเตะคนนั้นต่อทีมตนเองและยังเป็นการบอกสโมสรอื่นเป็นนัยๆ ด้วยว่า นักเตะคนนี้สำคัญต่อสโมสรขนาดไหน (มีผลต่อการซื้อขายนักเตะ) ซึ่งสถานะของนักเตะนี้จะสามารถกำหนดได้ในตอนตกลงสัญญา (contract) กับนักเตะไมว่าจะเป็นการเซ็นสัญญาใหม่ (signed) หรือการต่อสัญญา แต่อย่างไรก็ดีค่านี้ยังสามารถกำหนดได้ในหน้า transfer status อีกด้วย

สถานะของนักเตะยิ่งสูงเท่าไหร่ คุณก็ต้องยิ่งส่งเขาลงเล่นในแมทช์การแข่งขัน (แมทช์กระฉับมิตรไม่นับ) มากขึ้น ไม่อย่างนั้นนักเตะอาจเกิดอาการไม่มีความสุข (Unhappy) แล้วมาขอคุยส่วนตัวกับคุณก็ได้ จนอาจจะส่งผลกระทบต่อขวัญกำลังใจของทั้งทีมได้ ในทางตรงกันข้ามนักเตะอาจจะเกิดอาการไม่มีความสุข (Unhappy) ได้เช่น หากถูกลดสถานะลงมา

คุณสามารถดูสถานะของนักเตะแต่ละคนได้โดยไปที่หน้า Squad เลือกนักเตะที่ต้องการดูสถานะแล้วเลือกที่แท็บ Contract ของนักเตะคนนั้น คุณสามารถเรียงนักเตะตามระดับสถานะได้โดยไปที่หน้าจอ Squad แล้วเลือกเมนู Contract จากเมนู Drop-Down แล้วเลือกที่คอลัมภ์ Squad Status เพื่อเรียงนักเตะตาม Squad Status ทีนี้คุณก็จะรู้ว่าในทีมคุณมีนักเตะที่อยู่ระดับสถานะใด จำนวนกี่คน

สถานะของสถานะของนักเตะมีดังนี้โดยเรียงจากสถานะระดับสูงสุดไปจนถึงต่ำที่สุด

  • Key Player – นักเตะตัวหลัก สามารถเปลี่ยนเกมได้ ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดต้องลงตลอด
  • First Team – นักเตะตัวจริง ถ้าไม่ถูกแบน ไม่บาดเจ็บ และฟิตสมบูรณ์ก็ควรจะลง
  • Rotation – นักเตะหมุนเวียน ลงเมื่อ นักเตะตัวหลัก หรือ นักเตะตัวจริง ลงไม่ได้
  • Backup – นักเตะสำรอง
  • Hot Prospect – นักเตะดาวรุ่ง
  • Youngster – นักเตะเยาวชน
  • Not Needed – นักเตะที่เกินความต้องการ พร้อมที่จะขายออก

คุณควรที่จะกำหนดระดับสถานะของนักเตะในทีมให้เหมาะสม ไม่ควรให้มีสถานะใดมากเกินไป และให้นักเตะลงเล่นตามระดับสถานะของนักเตะคนนั้น

เราขอแนะนำแนวทางการกำหนดระดับสถานะนักเตะในทีมดังนี้

  • นักเตะตัวหลัก (Key Player) ในทีมให้มีประมาณ 4 – 5 คน ไม่เกินนี้ และ นักเตะตัวจริง (First Team) ให้มีประมาณ 6 – 7 คน ซึ่งผู้เล่นชุดนี้ควรจะเป็นชุดที่แข็งแกร่งที่สุดในทีมของคุณซึ่งจะต้องลงเล่นบ่อยที่สุดตลอดทั้งฤดูกาล
  • นักเตะที่เหลือในทีมให้กำหนดสถานะเป็น นักเตะหมุนเวียน (Rotation), นักเตะสำรอง (Backup), นักเตะดาวรุ่ง (Hot Prospect) ซึ่งนักเตะเหล่านี้จะคอยหมุนเวียนลงเล่นแทนนักเตะชุดแรกในนัดที่ไม่สำคัญมาก หรือในเวลาที่นักเตะชุดแรกลงไม่ได้ ซึ่งรวมแล้วควรจะมีประมาณ 11 คน

จากข้อที่แนะนำด้านบนจะได้นักเตะทั้งสิ้น 22-25 คน ในทีมชุดใหญ่ ซึ่งก็มีนักเตะ 2 คน ครองตำแหน่งแต่ละตำแหน่งในแผนการเล่นปัจจุบันของทีมไว้

  • นักเตะที่เหลือจากนี้ก็ให้กำหนดสถานะเป็น นักเตะสำรอง (Backup), นักเตะดาวรุ่ง (Hot Prospect), นักเตะเยาวชน (Youngster) และ นักเตะที่เกินความต้องการ (Not Needed) และย้ายพวกเค้าไปไว้ในทีม U23 หรือ ทีมสำรองแทน
  • ขอให้คุณพยายามขายนักเตะที่มีระดับสถานะ นักเตะที่เกินความต้องการ (Not Needed) และไม่สามารถที่จะพัฒนาให้เก่งขึ้นกว่าปัจจุบันได้แล้ว (ดูจากดาวในหน้า Report) ออกไป ซึ่งวิธีการและรายละเอียดขายนักเตะจะอธิบายเพิ่มเติมในหัวข้อ การขายนักเตะ (Selling Players)
  • นักเตะเยาวชนที่มีศักยภาพสูงในทีมนั้นคุณสามารถพัฒนาเขาเหล่านั้นให้เก่งได้โดยการให้อยู่กับทีมเล่นในทีมชุดเยาวชน หรือ ปล่อยให้ทีมอื่นยืมตัวเพื่อรับประสบการณ์ทีมชุดใหญ่ได้ ซึ่งการพัฒนานักเตะนี้จะอธิบายในหัวข้อ การพัฒนานักเตะ (Player Development) อีกที 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!